อาการอ่อนเพลียไม่หาย

ปัญหาเก่าแก่แต่โบราณ

บางครั้งเราอาจรู้สึกหมดเรี่ยวแรงแทบว่าจะคลานออกจากเตียงไม่ได้ในตอนเช้า  และสงสัยว่าตัวเองจะกลับมารู้สึกกระฉับกระเฉงอย่างเดิมได้อีกหรือไม่  อย่าเพิ่งตกใจ  เพราะไม่ใช่คุณคนเดียวที่มีอาการเช่นนี้  การศึกษาหลายชิ้นค้นพบว่า  ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 20 ที่ไปปรึกษาแพทย์มีปัญหาเรื่องอ่อนเพลียไม่หายเป็นปัญหาหลัก  จะว่าไปแล้วอาการดังกล่าวจัดเป็นหนึ่งในสิบของกลุ่มอาการยอดนิยม  ที่ทำให้ใครต่อใครต้องไปหาหมอ

มีแนวโน้มที่คิดกันไปว่า  ความเหน็ดเหนื่อยเป็นปรากฏการณ์ทันสมัยที่เพิ่งเกิดขึ้น  และเป็นปัญหาจำเพาะสำหรับวิถีชีวิตในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20  หลายๆ คนอาจรู้สึกว่าเป็นรายจ่ายจำเป็นในบัญชีที่เราต้องจ่ายให้สำหรับความเครียดและย่างก้าวอันเร่งร้อนของชีวิตสมัยใหม่  หรือ กระทั่งปรารภกันว่า อยากจะหวนกลับไปมีช่วงเวลาที่เรียบง่ายและเนิบนาบลงอีกสักครั้ง  แต่จริงละหรือที่ว่าความอ่อนเพลียเป็นปรากฏการณ์ของชีวิตสมัยใหม่

จิตสภาวะของพระพุทธเจ้า

คิดอยู่นานว่าจะเรียกเรื่องแบบนี้ว่าอะไร จะใช้คำว่าอะไรเล่าถึงสภาวะจิตใจของเจ้าชายสิทธารถะที่ถูกพระเทวทัตคุกคาม ผู้เขียนเลยขอจั่วหัวเรื่องไว้ว่าเป็นจิตสภาวะของพระพุทธเจ้า

ตามพุทธประวัติที่เราทราบกันมา พื้นเพของพระพุทธเจ้าเป็นชนชั้นกษัตริย์ ถ้าให้ลองเปรียบกับสมัยปัจจุบัน ก็ ลูกผู้ใหญ่ หรือกำนัน หรือลูกของผู้ว่าฯ ตลอดชีพ (หมายถึงอำนาจเบ็ดเสร็จในพื้นที่แบบตลอดชีพ) ญาติเยอะ พี่น้อง พ่อตาแม่ยายต่างๆ นาๆ

ปัญหาครอบครัวสมัยนั้นไม่มีวิชาจิตวิทยาครอบครัว

กับพระเทวทัตที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง

เป็นสภาพที่ ถ้าคิดให้ลึก มันผิวเผินมาก ผู้เขียนชอบใช้วลีแบบนี้ ล้ำลึกสุดหยั่งหากตื้นเขินเหลือประมาน

เราๆ ท่านๆ ถ้ามองลงไปก็จะเห็นว่า มันก็สภาพเดียกันกับเรานั่นแหล่ะ

กล่าวคือ สมบัติและอำนาจของพ่อแม่ ครอบครัว อยู่กับเรา กับเครือญาติเรา เราเผชิญความขัดแย้งนี้อยู่

คิดเตลิดไปมันก็เหมือนสงครามแย่งมรดกที่ต้องเสด็จไปห้ามญาตินั่นแหล่ะครับ

ทีนี้ขอย้อนกลับไปตอนที่ถูกพระเทวทัตคุกคามจนต้องเอาผ้าขาวห่มคลุมออกมาจากวัง จิตใจเตลิดจนจะให้บันเทิงเริงใจขนาดไหนก็ระงับความทุกข์ใจสังเวชใจไว้ไม่อยู่

พระเทวทัตมีทั้งพลังกาย ทักษะการรบ กำลังคนและอาวุธ แบบว่า รายไหนรายนั้น ไม่มีทางรอด

ตามที่ดูตำนานที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ ท่านไม่ต้องกลัวใครที่ไหนเลย นักรบเก่งแค่ไหน ตามที่ภาพยนต์สร้างไว้ ท่านก็เอาชนะได้ง่ายๆ

นอกเหนือจากนั้นไม่ได้ดูต่อ

แต่กับพระเทวทัต ก็มีแต่จะตามมารบ ตามมาทะเลาะ หาเรื่องไม่รู้จักหยุดหย่อน

คงเป็นบุญของพวกท่าน ถ้าไม่ได้เจอสภาพแบบเดียวกัน

ประกอบกับการที่ต้องถูกพาไปดูเรื่องน่าสังเวชจนต้องระลึกถึงความตาย เกิดเป็นมรณานุสติ

เท่าที่โดนเองก็คงคล้ายกัน มีทุกอย่าง แต่น้องชายตามทะเลาะ

ได้แต่ร้องไห้ให้มันดู มึงเกลียดกู กูก็รักมึง มึงด่ากูกูก็รักมึง อย่าตามมาฆ่ากูเลยนะ T_T สมบัติ ชีวิต กูก็ต้องใช้เหมือนกันนะ

ปรินิพพาน สงฆ์ คาถา. เริ่มหลังจากนั้นประมาน 20 ปีครับ

บริจาคสนับสนุนเนื้อหา

นายศุภกร วุตติวิโรจน์

เลขบัญชี ธ. กรุงไทย

424 0 39135 0

ฝนแรก

ฝนแรกที่เราจำได้ในชีวิตของเรานั้น เรารู้สึกถึงสายฝนครั้งแรกตอนไหน 

เราเกิดมา แน่นอนหล่ะ คนเราเจอฝนกันหลายครั้งกว่าจะเริ่มสัมผัส รับ รู้สึกถึงสายฝน จากสัมผัสต่างๆ ที่มนุษย์เราพัฒนามาตั้งแต่เป็นทารก

เราอาจได้ยินพ่อ แม่ หรือย่ายายพูดเรื่องฝนตก  แต่ครั้งแรกที่ผู้เขียนจำได้ว่าฝนตกน่าจะเป็นตอนเปิดเทอมเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล  ยืนเข้าแถว รอครูเรียกเข้าห้องเรียน  ฟ้าครึ้ม อากาศชื้น หยาดฝนบนใบต้นมะขามเปาะแปะลงมาบนพื้น ตลอดไปจนถึงกลิ่นความชื้นดินปุ๋ยใบมะขาม

<!--nextpage-->

หมาเกิดธันวา ที่จำได้เพราะเป็นวันเกิดของคนสำคัญบางคน
พอกุมภาพันธุ์มันเดินได้เห่าได้
ฝนหลงฤดูตกมาพอดี

ฝนหลงฤดูช่วงปลายมีนาสองสามปีก่อน ฟ้าครึ้ม อากาศเย็นลง ผมหงุดหงิดกับความเฉอะแฉะ ทำธุระปะปังอะไรก็ติดๆ ขัดๆ  ออกไปไหนมาไหนลำบาก

หมาน้อยเกิดใหม่  มันพึ่งเกิดออกมาดูโลกเมื่อเดือนธันวาปีก่อนหน้านั้น ถ้าให้นับจริงๆ ก็ประมานสามเดือนเอง

<!--nextpage-->

หมาเกิดแล้วแค่เดือนสองเดือนก็เริ่มคลานได้ เดินได้ ว่ายังงั้นแล้วกัน  ปีนั้นฝนมาช่วงต้นเดือนมีนา  หมาน้อยเปียกม่ะล่อกมะแลกปีนมุดรั้วขึ้นมาบนชานบ้าน ฝน  สิ่งที่มันเจอเป็นเรื่องแปลกใหม่

มันก็เห่าฟ้าเห่าฝนดิ้นรนไปตามประสาหมา เพราะธรรมชาติของหมา กับวัวเกิดมาเดินได้เลยไง

พัฒนาการด้านร่างกายมันเร็วกว่า เพื่อเอาตัวรอด

พัฒนาการของหมามันรับรู้ และจำได้ตั้งแต่ประมานสองสามเดือนแรกแล้ว

<!--nextpage-->

ฝนแรกที่อีหนูหมาเจอในชีวิต มันพึ่งเกิดมาดูโลกเมื่อเดือนสองเดือนที่แล้วนี่เอง มันนั่งงงงวย ทำตาแอ๊บแบ๊วมองสายฝน ความชื้นและลมเย็น  มันเห่าฟ้าเห่าฝนไปตามเรื่องของมัน ครางงี๊ดง๊าด  อีหนูหมาเกิดมาสองสามเดือนและพึ่งเจอฝนเป็นครั้งแรกในชีวิต

สนับสนุนเนื้อหา โอนเงินเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้

โอนเงินเข้าบัญชีนายศุภกร วุตติวิโรจน์

ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 424-0-39135

คอปกและแสล็ค

คอปกและแสล็ค

มันก็เริ่มที่โต๊ะกินข้าวนั่นแหล่ะ  ตอนนั้น ม. ต้นหรือ ม.ปลายจำไม่ได้  พ่อพูดขึ้นเรื่องของ บลูคอลาร์ (blue collar) พวกคอปกสีน้ำเงิน  พูดเกี่ยวกับอะไรซักอย่างที่คนพวกนี้จะคิดอย่างนี้  ปฏิบัติอย่างนี้  มีโลกทัศน์หรือ mindset อย่างนี้

แล้วแกก็มาอธิบายต่อเรื่องพวก ไวท์คอลลาร์ (white collar) พวกคอปกขาว เช่นในโรงพยาบาล หมอเล็กพึ่งจบใหม่หรือเสมียน จะเป็น white collar ภารโรงเป็น บลูคอลลาร์ (blue collar)  ถ้าหมอใหญ่ อาจารย์หมอ กรรมการบริษัทก็เป็นพวก Suit

สมาชิกนักเขียน

105 POSTS2 COMMENTS

บริจาคสนับสนุนผู้เขียน

Newsletter

฿

หรือจะใส่จำนวนเงินเท่าไหร่ก็ได้

Select Payment Method
Personal Info

คุณสามารถสนับสนุนผู้เขียนเพื่อสร้างผลงานดีๆ โดย

โอนเงินบริจาคมาที่

บัญชี ศุภกร วุตติวิโรจน์  ธนาคารกสิกรไทย

เลขที่บัญชี   4662158866          ประเภทออมทรัพย์

จำนวนเงินเท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ความชอบใจ

สามารถติดต่อผู้เขียนได้ที่
ชื่อ  : นายศุภกร วุตติวิโรจน์
ที่อยู่ : 11 ม.11 ถนน มะลิวัลย์-สีหราช ต.บ้านเป็ด
อ.เมือง จ.ขอนแก่น รหัสไปรษณีย์ 40000
โทรศัพท์ : 0894178370
อีเมล์ : zooporn@hotmail.com

ขอขอบพระคุณผู้ร่วมสนับสนุนให้ข้าพเจ้าได้มีกำลังใจในการเขียนต่อไป

Donation Total: 100฿

พื้นที่โฆษณา